อัปเดต ค่าธรรมเนียม TikTok Shop ล่าสุดปี 2569 พ่อค้าแม่ค้าต้องจ่ายอะไรบ้าง?

ใครกำลังเจอปัญหานี้บ้าง? ยอดขายพุ่งทะลุเป้า แต่พอกดถอนเงินออกมา กำไรกลับหดหายจนน่าตกใจ!

นั่นเป็นเพราะนับตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นมา โครงสร้างค่าธรรมเนียม TikTok Shop ได้มีการปรับเปลี่ยนอัตราใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนและกำไรสุทธิของผู้ขายบนแพลตฟอร์มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากวันนี้ร้านค้ายังคงทำทุกอย่างแบบเดิมๆ และปรับตัวไม่ทัน นั่นเท่ากับว่าเรากำลังสูญเสียโอกาสทางธุรกิจและปล่อยให้กำไรหลุดมือไปอย่างน่าเสียดาย

เราจึงมาสรุปอัปเดตค่าธรรมเนียมทุกรายการที่คุณต้องจ่ายแบบเจาะลึก เพื่อเป็นกุญแจสำคัญ ให้คุณนำไปคำนวณตั้งราคาสินค้าได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ ป้องกันสภาวะ “ขายดีจนเจ๊ง” และรักษากำไรสุทธิให้อยู่รอด พร้อมช่วยให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณเติบโตได้อย่างมั่นคงต่อไป

4 ค่าธรรมเนียมหลักบน TikTok Shop ที่ผู้ขายต้องรู้ (อัปเดตปี 2569)

4 ค่าธรรมเนียมหลักบน TikTok Shop ที่ผู้ขายต้องรู้ (อัปเดตปี 2569)

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า โครงสร้างค่าธรรมเนียมใหม่ในปัจจุบันไม่ได้ถูกเรียกเก็บเพียงแค่ก้อนเดียวแล้วจบ แต่กลับถูกซอยย่อยออกเป็นหลายส่วน ซึ่งเมื่อนำมารวมกันแล้ว อาจทำให้ต้นทุนของคุณพุ่งสูงขึ้นถึง 15-25% จากยอดขาย เลยทีเดียว โดยมีรายละเอียดที่คุณต้องเตรียมรับมือดังนี้

1. ค่าคอมมิชชันตลาด (Commission Fee)

นี่คือค่าผ่านทางด่านแรกที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บเมื่อคุณขายสินค้าได้ โดยอัตราจะแตกต่างกันไปตาม “หมวดหมู่สินค้า” และ “ประเภทของร้านค้า” (ร้านค้าทั่วไป กับ ร้านค้า Mall)

  • สำหรับร้านค้าทั่วไป หากคุณขายสินค้าในกลุ่มแฟชั่น (เสื้อผ้า กระเป๋า) หรือกลุ่มสุขภาพและความงาม อัตราค่าคอมมิชชันจะอยู่ที่ประมาณ 8.56% ถึง 9.63% แต่หากเป็นสินค้าหมวดอิเล็กทรอนิกส์หลัก จะมีอัตราที่ถูกกว่าเล็กน้อยคือ 6.42%
  • สำหรับร้านค้า TikTok Mall แพลตฟอร์มจะหักเปอร์เซ็นต์สูงขึ้นเพื่อแลกกับสิทธิพิเศษและการมองเห็น โดยกลุ่มแฟชั่นและอาหารเครื่องดื่มอาจพุ่งสูงถึง 11.77%

2. ค่าธรรมเนียมสนับสนุนการเติบโตของร้านค้า (Commerce Growth Fee)

ค่าธรรมเนียมส่วนนี้ถูกเพิ่มเข้ามาเพื่อสนับสนุนแคมเปญจัดส่งฟรีและการเพิ่มการมองเห็นให้กับร้านค้า โดยหักจากราคาสินค้าที่หักส่วนลดร้านค้าแล้ว

  • สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เรียกเก็บที่ 6.96%
  • สินค้าหมวดหมู่อื่นๆ ทั่วไป เรียกเก็บที่ 8.03%
  • ข้อควรรู้ที่สำคัญ (Cap Limit) แพลตฟอร์มได้กำหนด “เพดานสูงสุด” ไว้ที่ไม่เกิน 199 บาทต่อชิ้น ซึ่งหมายความว่า หากคุณขายสินค้าราคาสูง (เช่น สินค้าราคา 3,000 บาท) คุณจะไม่ถูกหัก 8.03% แบบเต็มจำนวน แต่จะถูกหักตันแค่เพียง 199 บาทเท่านั้น ข้อนี้เป็นจุดที่ผู้ขายสินค้าไฮเอนด์สามารถนำไปวางแผนทำกำไรได้

3. ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม (Transaction Fee)

ไม่ว่าลูกค้าจะจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต โอนเงิน ทรูมันนี่ หรือเก็บเงินปลายทาง (COD) แพลตฟอร์มจะหักค่าธรรมเนียมการชำระเงินที่อัตรา 3.21% (รวม VAT แล้ว) จุดที่ต้องระวัง ฐานในการคำนวณ 3.21% นี้ ไม่ได้คิดจากราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่คิดจาก (ราคาสินค้า + ค่าจัดส่งที่ลูกค้าจ่าย) หากสินค้าคุณมีน้ำหนักมากและค่าส่งแพง คุณก็จะเสียค่าธรรมเนียมธุรกรรมตรงนี้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

4. ค่าธรรมเนียมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fee)

เป็นค่าใช้จ่ายแบบคงที่ โดยแพลตฟอร์มจะเรียกเก็บ 1.07 บาท ต่อ 1 คำสั่งซื้อที่สำเร็จ (เริ่มจัดเก็บมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568)

จำลองสถานการณ์ ขายของ 1 ชิ้น คุณโดนหักเงินไปเท่าไหร่?

จำลองสถานการณ์ ขายของ 1 ชิ้น คุณโดนหักเงินไปเท่าไหร่?

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนโดยไม่ต้องปวดหัวกับสูตรคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน ลองมาดูสถานการณ์สมมติกัน

สมมติว่าคุณเป็น ร้านค้าทั่วไป ขาย ครีมบำรุงผิว (หมวดสุขภาพและความงาม) ในราคา 1,000 บาท (ไม่มีส่วนลดร้านค้า) และลูกค้ามีค่าจัดส่ง 50 บาท

เมื่อสินค้าส่งถึงมือลูกค้า คุณจะถูกหักค่าใช้จ่ายดังนี้

  1. ค่าคอมมิชชัน (8.56%) คุณโดนหัก 85.60 บาท
  2. ค่าธรรมเนียมสนับสนุนการเติบโต (8.03%) คุณโดนหัก 80.30 บาท
  3. ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม (3.21%) คำนวณจาก (ราคาสินค้า 1,000 + ค่าส่ง 50) = คุณโดนหัก 33.70 บาท
  4. ค่าโครงสร้างพื้นฐาน 1.07 บาท

สรุป จากสินค้า 1,000 บาท คุณจะถูกแพลตฟอร์มหักเงินไป 200.67 บาท (คิดเป็นต้นทุนค่าธรรมเนียมกว่า 20% ของราคาสินค้า)

ยังไม่นับรวม ค่าธรรมเนียมพันธมิตร (Affiliate Fee) หากคุณพึ่งพาครีเอเตอร์ให้ช่วยไลฟ์ขายของ ซึ่งคุณอาจต้องแบ่งรายได้ให้พวกเขาเพิ่มอีก 5-15% ทำให้กำไรสุทธิของคุณอาจเหลือไม่ถึงครึ่งของราคาขาย!

ทางรอดของพ่อค้าแม่ค้า สร้างช่องทาง D2C ควบคู่กับ Marketplace

ทางรอดของพ่อค้าแม่ค้า สร้างช่องทาง D2C ควบคู่กับ Marketplace​

 จากการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การนำสินค้าไปพึ่งพาแพลตฟอร์ม E-Marketplace เพียงช่องทางเดียวอาจกลายเป็นความเสี่ยงที่ทำให้ธุรกิจไม่เหลือผลกำไร ผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้ทันต่างเริ่มหันมาใช้กลยุทธ์ D2C หรือ Direct-to-Consumer คือ การที่แบรนด์มีช่องทางขายตรงถึงลูกค้า เช่น เว็บไซต์ของตัวเอง, LINE OA, Facebook Page หรือระบบสมาชิกของร้านค้า

คุณสามารถใช้โซเชียลมีเดียเป็นเพียงเครื่องมือดึงดูดผู้คน (Marketing Tool) และทำการปิดการขายผ่านช่องทางของคุณเอง เช่น บนเว็บไซต์ของร้าน, หน้าเพจ Facebook หรือผ่าน LINE OA ซึ่งการขายตรงสู่ลูกค้าด้วยวิธีนี้ จะช่วยให้คุณ ไม่ต้องเสียค่าคอมมิชชัน 8-11% และค่าสนับสนุนการเติบโตอีก 8% ให้กับแพลตฟอร์มตลาด

มีช่องทางขายของตัวเองแล้ว ต้องมีระบบรับชำระเงินที่พร้อมด้วย

มีช่องทางขายของตัวเองแล้ว ต้องมีระบบรับชำระเงินที่พร้อมด้วย

เพื่อรองรับการขายผ่านช่องทาง D2C ให้สมบูรณ์และเป็นมืออาชีพ การใช้บริการ Payment Gateway คุณเพียงแค่ชำระค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม โดยไม่ต้องถูกบวกค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มจุกจิกกวนใจ ช่วยให้ร้านค้าสามารถรับชำระเงินผ่านบัตรเครดิต, e-Wallet หรือแอปธนาคารได้อย่างปลอดภัย ส่งลิงก์จ่ายเงินให้ลูกค้าได้ทันที ปิดการขายง่าย และที่สำคัญที่สุด… “เหลือกำไรเข้ากระเป๋าคุณอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย”

หากธุรกิจของคุณต้องการรักษากำไรสุทธิ และลดภาระต้นทุนแฝงจากการฝากขาย ปรึกษา Payso วันนี้ เพื่อยกระดับระบบการรับชำระเงินของธุรกิจคุณให้เติบโตอย่างยั่งยืน